แค่โลกร้อนยังไม่พอ !! เตรียมรับมือ “ยุคโลกเดือด
ที่ผ่านมา เราคุ้นชินกับคำว่า "ภาวะโลกร้อน" หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากโลกไม่สามารถระบายความร้อนที่ได้รับจากรังสีดวงอาทิตย์ออกไปได้อย่างปกติ จึงทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect)
ล่าสุด องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้แจ้งถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ชี้ว่ายุคโลกร้อน (Global Warming) สิ้นสุดลงแล้ว และยุคโลกเดือด (Global Boiling) ได้เริ่มขึ้นแล้ว!!!!!
ภาวะโลกเดือด คืออะไร?
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า "ภาวะโลกเดือด" ในแง่ของวิทยาศาสตร์ไม่มีถ้อยคำนี้ ถ้อยคำที่เรามีอยู่คือภาวะโลกร้อน
แต่ถ้อยคำนี้ออกมาจากการพูดของเลขาธิการสหประชาชาติ จึงหมายถึงว่า โลกร้อนเข้าสู่จุดวิกฤติ และที่สำคัญคือความวิกฤตินี้ยังไม่เห็นทางออก และจะมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ภาวะโลกเดือด อาจจะเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่ผ่านมา 4-5 ปี ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมานั้น เป็นช่วงของลานีญา โลกจะเย็นกว่าปกติ
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของโควิด-19 ทำให้คนหันไปสนใจเรื่องของโรคระบาด แต่ในปีนี้เป็นปีของเอลนีโญ จะทำให้โลกร้อนขึ้น แล้งมากขึ้น
ทั้งนี้ จากการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง พบว่าตั้งแต่ปี 2558 – 2565 มีอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์
สำหรับภูมิภาคเอเชียพบอุณหภูมิเฉลี่ยในปี 2565 สูงกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีย้อนหลัง
นอกจากนี้ อุณหภูมิในมหาสมุทรฝั่งเอเชีย มีอัตราร้อนขึ้นเกิน 0.5 องศาเซลเซียสต่อ 10 ปี ซึ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกประมาณ 3 เท่า
จากสถานการณ์ดังกล่าว อาจส่งผลให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น ไฟไหม้ป่า ภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลันเพิ่มขึ้นและรุนแรงมากขึ้นทั้งยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
ส่วนอุณหภูมิประเทศไทยในปี 2566 มีแนวโน้มอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด และเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 1.5 องศาเซลเซียส
โดยเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา พบว่า จ.ตาก มีอุณหภูมิสูงสุด 44.6องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับ “อันตรายมาก” คาดว่าจะมีแนวโน้มรุนแรงอย่างต่อเนื่องถึงเดือนเมษายน 2567 เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ
ทั้งนี้ ขอให้ ปชช. เตรียมรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนี้ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ลดการใช้พลาสติก ลดการเผาที่ปล่อยมลพิษทางอากาศ ลดขยะในครัวเรือน และเลือกใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียน เป็นต้น
หมั่นติดตามสภาพอากาศ หากพบว่ามีสภาพอากาศร้อนขึ้น
ควรดื่มน้ำสะอาดบ่อย ๆ
สวมเสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ระบายอากาศได้ดี
หากมีความจำเป็นต้องทำกิจกรรมภายนอกอาคาร ควรสวมเสื้อแขนยาว หมวกปีกกว้าง แว่นตา และทาครีมกันแดด
ควรงดดื่มสุรา น้ำหวาน น้ำอัดลม
สำหรับกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงสูง ควรมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด