ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2566

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2566

หลังจากพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ประชาชนได้เลือกผู้แทนเข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารประเทศในฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมีหน้าที่ในการออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อพัฒนาประเทศ และคัดเลือกผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

ปฏิทินการเลือกตั้ง 2566

20 มี.ค. 66 พระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ มีผลบังคับใช้

21 มี.ค. 66 กกต. ประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง

25 มี.ค. - 9 เม.ย. 66 ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขต/นอกเขต/นอกราชอาณาจักร

3 - 7 เม.ย. 66 รับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต

4 - 7 เม.ย. 66 รับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

3 พ.ค. 66 วันสุดท้ายในการเพิ่ม - ถอนชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

7 พ.ค. 66 วันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า / ลงคะแนน ณ ที่เลือกตั้งกลางสำหรับกลุ่มเปราะบาง

14 พ.ค. 66 วันเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วประเทศ

**กรณีไม่ไปใช้สิทธิ์ให้แจ้ง ก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน (7 – 13 พ.ค. 66) หรือ หลังวันเลือกตั้ง 7 วัน (15 – 21 พ.ค. 66)

กรณีไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจะถูกจำกัดสิทธิ

1. การยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส.

2. การรับสมัครเลือกตั้งเป็น ส.ส. ส.ว. ผู้บริหารท้องถิ่น (ผ.ถ.) และ สมาชิกสภาท้องถิ่น (ส.ถ.)

3. การสมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน

4. ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง

5. ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการ ผู้ช่วยเลขานุการ ประธานที่ปรึกษา คณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น

(ระยะเวลาจำกัดสิทธิครั้งละ 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งที่ไม่ไปใช้สิทธิ)

ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง 2 ประเภท

การเลือกตั้งครั้งนี้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพื่อให้ได้มาซึ่งส.ส.ทั้งหมดจำนวน 500 คน แบ่งเป็น

1. ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 400 คน ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดในเขตเลือกตั้งนั้น และได้รับคะแนนสูงกว่าคะแนนที่ไม่เลือกผู้ใด

2. ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองส่งให้ กกต. ก่อนปิดรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต ซึ่งรายชื่อต้องไม่ซ้ำกับผู้สมัครแบบแบ่งเขต โดยในการเลือกตั้งครั้งนี้มีวิธีการคำนวณดังนี้

(1) คะแนนรวมที่พรรคการเมืองทุกพรรคได้จากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อทั้งประเทศ

(2) คะแนนรวมจากข้อ (1) แล้วนำมาหาร 100 (จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด) จะได้คะแนนเฉลี่ย ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน เช่น คะแนนรวมจากการเลือกตั้งบัญชีรายชื่อทั้งหมด 40 ล้านคะแนน เท่ากับ การที่พรรคการเมืองจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง ต้องมีคะแนนเสียงจากประชาชน 4 แสนคะแนน

(3) นำคะแนนรวมบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคได้รับมาหารด้วยคะแนนตามข้อ (2) จะได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคได้รับ

(4) กรณีที่ผลรวมจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อแต่ละพรรคได้รับรวมกันแล้วไม่ถึง 100 คน ให้นำผลลัพธ์ที่เป็นเศษจากการคำนวณในข้อ (3) มาเรียงลำดับ โดยพรรคการเมืองที่มีเศษจำนวนมากที่สุดจะได้รับจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่ม 1 คน เรียงลำดับไปจนกว่าจะมี ส.ส.บัญชีรายชื่อครบ 100 คน

การประกาศผลการเลือกตั้งและการประชุมรัฐสภาครั้งแรก

เมื่อ กกต. ได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด กกต.ต้องประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งต้อง ไม่ช้ากว่า 60 วัน นับแต่วันเลือกตั้ง จากนั้นให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกภายใน 15 วัน นับตั้งแต่ประกาศผลการเลือกตั้ง

คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

1. ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือหากเคยแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

2. อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันเลือกตั้ง

3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง

4. ไม่เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

5. ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง

6. ไม่เป็นผู้ต้องคุมขังโดยหมายศาล หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

ข้อห้ามข้อพึงระวังในการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

1. ห้ามซื้อเสียง หรือจัดเตรียมซื้อเสียง

2. ห้ามรับเงินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อลงคะแนน หรืองดเว้นไม่ลงคะแนน

3. ห้ามจำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยง สุรา ตั้งแต่ 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้ง จนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง

4. ห้ามนายจ้างขัดขวางการไปใช้สิทธิของลูกจ้าง

5. ห้ามขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้ง

6. ห้ามจัดยานพาหนะ (ยกเว้นหน่วยงานรัฐ) ให้ไปเลือกตั้งโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสาร

7. ห้ามทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุดอย่างจงใจ

8. ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนเองได้ลงคะแนนแล้วด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใด ๆ

9. ห้ามเล่นการพนันขันต่อใด ๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง

10. ห้ามเปิดเผยหรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็น (โพล) เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ในช่วง 7 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง จนถึงเวลาปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง

11. ห้ามนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง

แนวทางการปฏิบัติสำหรับสื่อมวลชน ตามประกาศของ กสทช.

สำนักงาน กสทช.ได้ออกประกาศแนวทางการนำเสนอเนื้อหารายการในบริบทการเลือกตั้งในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ในหมวดที่ 2 และ หมวดที่ 3 ดังนี้

หมวด 2 ข้อพึงต้องปฏิบัติ

1. การนำเสนอข่าว รายการ เผยแพร่ผลโพลต้องยึดตามระเบียบ กกต.เป็นหลัก

2. การนำเสนอข่าว รายการ ต้องตรวจสอบความถูกต้อง ข้อมูลลวงหรือเนื้อหาบิดเบือนก่อนนำเสนอ

3. ต้องไม่ใช้ความรู้สึกหรือแทรกความคิดเห็นส่วนตัวเพื่อโน้มน้าวใจ ให้เชื่อ หรือชี้นำผลการเลือกตั้ง

4. ไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองอันเป็นการโจมตีหรือสร้างความได้เปรียบทางการเมือง ทั้งทางตรงและทางอ้อม

5. ต้องพยายามจัดสรรพื้นที่และเวลาให้ทุกพรรคอย่างสมดุลและเป็นธรรม

6. ต้องไม่ใช้ภาษา ถ้อยคำ น้ำเสียง หรือภาพข่าวที่รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม อันเป็นการละเมิดหรือสร้างความเกลียดชังต่อบุคคลในข่าว แขกรับเชิญ ผู้ให้สัมภาษณ์ทุกฝ่ายและบุคคลที่สาม

หมวด 3 ข้อพึงระมัดระวังและใส่ใจเป็น

1. การยืนยันว่าผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดชนะการเลือกตั้ง หากเป็นการคาดการณ์ต้องอ้างแหล่งที่มาและมีหลักฐานชัดเจน

2. การนำเสนอผลโพล ควรอ้างแหล่งที่มา ไม่ชี้นำผลการเลือกตั้ง พิจารณาประเด็นคำถามในการสำรวจอย่างรอบคอบ

3. การเผยแพร่ผลโพล เป็นเพียงการสุ่ม มิใช่ความเห็นของคนส่วนใหญ่ ควรพิจารณาความเหมาะสม หากมีความจำเป็นควรขึ้นข้อความชี้แจง หรือแจ้งผู้ชมผู้ฟังทราบก่อน

4. การสำรวจหรือโพล เป็นเพียง "ความน่าจะเป็น" สื่อมวลชนควรเลือกใช้ภาษาที่ไม่ทำให้เชื่อว่าจะเป็นจริงตามผลสำรวจ

5. การวิเคราะห์ข่าวเชิงลึกเพื่อให้ผู้ชมผู้ฟังได้รับข่าวสารที่หลากหลาย

6. การใช้คำถามเชิงโน้มน้าว ชี้นำ หรือตัดสินด้วยอคติ อันจะสร้างความได้เปรียบทางการเมือง

7. การเลือกแขกรับเชิญ หรือสัมภาษณ์ควรมีความน่าเชื่อถือ ด้วยหลักเหตุผลทางวิชาการ และมีหลักฐานสนับสนุน

8. ชี้แจงผู้ชมผู้ฟังทราบว่า เนื้อหาที่นำเสนอเป็นข้อเท็จจริง หรือ เป็นความคิดเห็น เพื่อให้ใช้วิจารณญาณในการตัดสิน

9. การนำเสนอด้วย อินโฟกราฟฟิก หรือจำลองสถานการณ์ไม่ควรสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบ

10. การเชิญผู้สมัครเข้าร่วมรายการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือถ่ายทอดสดกิจกรรม อันเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงการหาเสียง

11. การนำเสนอเนื้อหาร้องเรียนผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ควรนำเสนอตามข้อเท็จจริง ให้ความเป็นธรรม เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจง จนกว่าผลการตัดสินจาก กกต. จะสิ้นสุด

12. ต้องชี้แจง ทำความเข้าใจ ควบคุม แขกรับเชิญหรือผู้ให้สัมภาษณ์ ไม่ให้สร้างความเกลียดชังต่อฝ่ายตรงข้าม ทั้งทางตรง และทางอ้อม ควบคุมประเด็นคำถามให้อยู่ในขอบเขต

13. สื่อมวลชนพึงมีบทบาทในการเฝ้าระวังการเลือกตั้งให้มีความบริสุทธ์ยุติธรรม


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar