คุมเข้ม รถโรงเรียน ลดอุบัติเหตุ - ความปลอดภัยที่ต้องไม่ละเลย
.
ขนส่งทางบก โรงเรียน สถานศึกษา จับมือดูแลรถรับ - ส่งนักเรียน ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ลดอุบัติเหตุ
กรมการขนส่งทางบก ได้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของรถรับ - ส่งนักเรียน ดังนี้
- อนุญาตให้นำรถที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 12 คน ทั้งรถสองแถวและรถตู้มาใช้เป็นรถรับ - ส่งนักเรียนได้
- ต้องมีการรับรองการใช้รถดังกล่าวจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา และได้มาตรฐานตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด
- มีไฟสัญญาณสีเหลืองอำพันหรือสีแดงเปิดปิดเป็นระยะติดไว้ที่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถ เพื่อให้รถคันอื่นมองเห็นได้อย่างชัดเจน ต้องมีอุปกรณ์ส่วนควบตามที่กำหนด และเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นกรณีฉุกเฉิน เช่น เครื่องดับเพลิง ค้อนทุบกระจก
- รถรับ - ส่งนักเรียนทุกคันที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกต้องติดแผ่นป้ายพื้นสีส้ม มีข้อความตัวอักษรสีดำว่า “รถโรงเรียน” ติดอยู่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถให้เห็นชัดเจน
- วัสดุภายในรถส่วนของผู้โดยสารต้องไม่มีส่วนแหลมคม
- ทางประตูทางขึ้น - ลงหรือเป็นช่องเปิดต้องมีความปลอดภัย ห้ามมีที่ยืนบนรถ - โครงสร้างหลังคามั่นคงแข็งแรง
- ผู้ขับรถโรงเรียนต้องได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ หรือเป็นผู้ขับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก
พี่จ๋า ... อย่าลืมหนู
ซ้ำแล้วซ้ำอีกที่เรามักจะเห็นข่าวบนสื่อต่างๆ ว่า “รถโรงเรียน - ผู้ปกครองลืมลูกน้อยไว้ในรถจนขาดอากาศหายใจ”
ข้อมูลกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปี 2557-2563 เด็กถูกลืมถูกทิ้งอยู่ในรถตามลำพัง 129 เหตุการณ์ ในจำนวนนี้เสียชีวิต 6 ราย เพราะทนความร้อนในรถไม่ไหว
สถิติด้านสถานที่เกิดเหตุที่พบเด็กเสียชีวิตนั้น พบว่าเกิดเหตุขึ้นในรถรับส่งนักเรียน 5 ราย และรถยนต์ส่วนบุคคล 1 ราย
พ่อแม่ ผู้ปกครองควรศึกษาและเรียนรู้วิธีป้องกันเพื่อไม่ให้บุตรหลานต้องตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงอันตราย แนะข้อควรรู้ ดังนี้
1. การเช็คจำนวนเด็กนักเรียนทั้งก่อนขึ้นรถและหลังลงจากรถ การตรวจภายในอย่างละเอียดโดยเฉพาะรถตู้ ก่อนล็อกประตูรถ หลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดด
2. การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอย่างที่หลายๆ โรงเรียนทำ คือ ระบบสแกนบัตรนักเรียน เพื่อให้ผู้ปกครองและครูทราบว่าเด็กเข้าโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว และการติดกล้องในรถเพื่อบันทึกภาพสำหรับตรวจเช็ค
3. การฝึกฝนให้นักเรียนสามารถช่วยเหลือตนเองบนรถขั้นเบื้องต้นได้ บีบแตรเพื่อขอความช่วยเหลือ เปิดล็อครถ มีตัวช่วยติดตัวเด็กสำหรับติดต่อ-สื่อสาร เช่น สมาร์ทโฟน สมาร์ทวอทช์ ป้ายห้อยคอ บอกเบอร์โทรติดต่อฉุกเฉิน ซักซ้อม จำลองสถานการณ์จริง ให้เด็กลงมือทำ
4. การติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตในรถรับ-ส่งนักเรียน อาทิ ค้อนทุบกระจกกรณีฉุกเฉิน
5. หากเจอเด็กติดอยู่ในรถ หาทางช่วยเด็กโดยเร็ว (ประกาศตามหาเจ้าของรถ ตามคนมาช่วยเปิดประตู)
- หากเปิดรถไม่ได้ให้ทุบกระจก ปลดล็อครถยนต์จากด้านใน เตรียมเรียกคนที่ปฐมพยาบาล หรือโทร.1669, 191
- เมื่อเปิดประตูได้แล้ว อุ้มเด็กออกมาให้อากาศถ่ายเท ยกเท้าขึ้นสูง ปลดเสื้อให้สบาย เช็ดหน้า-ตัว ตรวจเช็คชีพจร ถ้าไม่หายใจ ให้ทำ CPR ทันที
ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน จึงกำชับให้กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศประสานความร่วมมือกับสถานศึกษาในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลรถโรงเรียนและรถรับ - ส่งนักเรียนร่วมกันอย่างเข้มงวด คุมเข้มมาตรการควบคุมดูแลคนขับรถและสภาพรถ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุด
#ประเด็นสื่อสารประจำวัน #เตือนภัย
ดูข้อมูลเชิงลึก
โปรโมทโพสต์
ความรู้สึกทั้งหมด
22