'คลัง' ยืนยันไม่มีนโยบายขี้น 'VAT' 10% เพื่อแก้ปัญหาการออมของผู้สูงอายุ
.
"กระทรวงการคลัง" ยืนยันยังไม่มีนโยบายปรับขึ้น "ภาษีมูลค่าเพิ่ม" หรือ VAT7% เป็น 10% เป็นการเฉพาะ เพื่อนำเงิน "ภาษี" มาแก้ปัญหาการออมของ "ผู้สูงอายุ"
เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงการคลัง : Minisry of Finance โพสต์ข้อความ ยืนยัน กระทรวงการคลังยังไม่มีนโยบายปรับขึ้น Vat 7% เป็น 10% โดย นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า
ขอชี้แจงประเด็นที่มีข่าวเสนอถึงแนวทางการแก้ปัญหาการออมสำหรับผู้สูงอายุ ที่จะปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 7% เป็น 10% โดยในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ปรับเพิ่มขึ้นมาอีก 3% นั้นจะออกกฎหมายเฉพาะ
กระทรวงการคลัง ขอยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีนโยบายการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามแนวคิดดังกล่าว
ทั้งนี้ กระแสข่าวการปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT จากปัจจุบัน 7% เป็น 10% สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ มีการนำเสนอรูปแบบการออมสำหรับผู้สูงอายุไว้หลายรูปแบบ
หนึ่งในแนวทางที่เสนอผ่านคณะกรรมปฏิรูปสังคม และทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เห็นว่าเป็นแนวทางที่ดีคือการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT10% ซึ่งเป็นการเพิ่มจากเดิม 7%
โดยในส่วนของภาษีที่ปรับขึ้น 3% นั้น รัฐบาลอาจออกกฎหมายเฉพาะ เพื่อนำเงินที่รัฐเก็บภาษีส่วนนี้ มาเป็นเงินออมของประชากรเพื่อใช้ในวัยเกษียณ
ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจรายได้ผู้สูงอายุ พบว่า
- ประเทศไทย มีผู้สูงอายุจำนวนมากที่รายได้ต่ำกว่ารายจ่าย
- รายได้ต่ำกว่าเส้นยากจน
- โดยประมาณ 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุที่อยู่ในวัยเกษียณยังคงทำงาน แต่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน
- ผู้สูงอายุกว่า 78.3% มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี
- มีผู้สูงอายุประมาณ 41.4% มีเงินออมต่ำกว่า 50,000 บาท
ในขณะที่ประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นโดยในปี 2566 มีผู้สูงอายุประมาณ 13.5 ล้านคน หรือคิดเป็น ประมาณ 20% ของประชากรทั้งประเทศ
และในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีผู้สูงอายุ ประมาณ 18.38 ล้านคน หรือประมาณ 28% ของประชากรทั้งหมด
เส้นความยากจน (Poverty Line) คืออะไร
เส้นความยากจน เป็นเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้แจกแจงคนจนและคนไม่จน
โดยเส้นความยากจนนี้คำนวณขึ้นมาเป็นตัวเงิน ที่สะท้อนต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายของบุคคลในการได้มาซึ่งอาหาร และสินค้าอุปโภคที่จำเป็นพื้นฐานขั้นต่ำของการดำรงชีพ มีหน่วยเป็นบาท/ คน/ เดือน
เส้นความยากจน (Poverty Line) ประกอบด้วย
- เส้นความยากจนด้านอาหาร (Food Poverty Line)
- เส้นความยากจนที่ไม่ใช่อาหาร (Non Food Poverty Line)
โดยแนวคิดเส้นความยากจนด้านอาหาร กำหนดขึ้นจากความต้องการสารอาหาร แคลอรี และโปรตีน ของคนที่แตกต่างกันตามเพศและอายุ รวมทั้งแบบแผนการบริโภค และค่าครองชีพที่แตกต่างกันตามภูมิภาคและพื้นที่ แต่ได้รับความพึงพอใจหรืออรรถประโยชน์ (Utility) เท่ากัน
สำหรับเกณฑ์ตัดสินว่าบุคคลนั้นเข้าข่ายจนหรือไม่จน ในปี 2564 สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้กำหนดฐานการคิดจากรายได้ต่อเดือนที่ต้องได้ต่ำกว่า 2,803 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 33,624 บาทต่อคนต่อปี